วิธีการควบคุมและ กำจัดสาหร่าย สีเขียวแกมน้ำเงิน

วิธีการควบคุมและ กำจัดสาหร่าย สีเขียวแกมน้ำเงิน ปัญหาสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินในฤดูแล้งที่เกิดขึ้นกับกว๊านพะเยา แหล่งน้ำสำคัญที่ชาวพะเยาให้ความสำคัญ และเกรงกลัวในปัญหาของมลพิษทางน้ำที่อาจส่งผลโดยตรง

ด้วยการอุปโภคบริโภค รวมถึงการเป็นแหล่งน้ำที่ใช้ในการผลิตน้ำดื่มแก่ชุมชนในพื้นที่ เรียกว่า ปรากฏการณ์ยูโทรฟิเคชั่น หรือ สาหร่ายบลูม คือ เกิดสิ่งมีชีวิตสีเขียวในน้ำเต็มไปหมด เกิดขึ้นได้ในช่วงหน้าหนาวหรือหน้าแล้ง ในกว๊านพะเยามีระบบนิเวศเป็นแหล่งน้ำตื้น พื้นที่ของกว๊านพะเยา 12,831 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่ไม่ลึก ก่อนขุดลอกมีความลึกประมาณ ๔ เมตร แม้จะขุดลอกแต่ก็ยังเป็นแหล่งน้ำนิ่ง ตื้น เหมาะสำหรับการเติบโตของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ในกว๊านพะเยามีห่วงโซ่อาหาร (ผลิต บริโภค ย่อยสลาย) สาหร่ายฯ เป็นแพลงตอนพืชเป็นผู้ผลิต มีสารอาหารในน้ำที่เหมาะกับการเติบโต คือ สารอนินทรีย์ที่เหมาะกับการเจริญเติบโต และมีแสงแดดสูงกว่า 15 องศาเซลเซียลเป็นปัจจัยการผลิตร่วมด้วย มีสัตว์น้ำบางชนิดที่กินสาหร่ายฯ

สาหร่ายที่มีพิษเช่น Microcystisaeruginosa จัดว่าเป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งในกลุ่ม cyanobacteria ที่มีคุณสมบัติส่วนหนึ่งเหมือนพืชสามารถสังเคราะห์แสงได้และมีสีเขียวอมน้ำเงิน (photosynthetic pigments)หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกกันว่า Blue-green algae พบได้ทั่วไปตามแหล่งน้ำจืดโดยจะเพิ่มปริมาณมากในช่วงอากาศร้อน ซึ่งสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (Blue-green algae) สามารถผลิตสร้างพิษที่มีชื่อว่า microcystins และ anatoxinsโดยสาหร่ายจะปลดปล่อยสารพิษออกจากเซลล์เมื่อเซลล์แตก ซึ่งการเพิ่มปริมาณของสาหร่ายนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น แหล่งน้ำที่นิ่งสงบ และส่วนใหญ่จะพบการเกิดพิษของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินได้ในสัตว์เลี้ยงที่บริโภคน้ำเข้าไป หรือในสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำนั้นๆ หรือแม้กระทั่งสุนัขที่ลงไปว่ายน้ำในแหล่งน้ำที่มีการปนเปื้อนของสารพิษmicrocystinsสามารถทำลายตับได้ ถ้าสุนัขได้รับพิษเข้าไปจะแสดงอาการหนาวสั่น ท้องเสีย อ่อนเพลีย ตัวซีด จนถึงช็อคได้ถ้าได้รับสารพิษในปริมาณมาก

สาหร่ายในกลุ่มนี้ มีอยู่หลายสกุลมาก แต่สกุลที่มีรายงานว่าทำให้เกิดพิษต่อสัตว์ ได้แก่ สกุล Anabaena, Aphanizomenon, Microcystis, Nodularia, Nostocและ Oscillatoriaโดยพิษจากสาหร่ายชนิดนี้จะก่อให้เกิดผลต่อระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีฤทธิ์ที่มีผลต่อตับส่งผลให้เกิดมะเร็งตับได้ ส่วนการจะสังเกตอย่างไรว่าสาหร่ายชนิดไหนมีพิษหรือไม่มีพิษ คือต้องทดสอบในห้องปฏิบัติการเท่านั้น ซึ่งหากสัมผัสกับน้ำที่มีพิษของสาหร่ายชนิดนี้จะทำให้เกิดอาการแพ้ แสบ คัน ระคายเคือง ถ้าเข้าตาทำให้ตาอักเสบ และหากปนเปื้อนเข้าไปในน้ำดื่มในปริมาณมากจะทำอันตรายต่อตับ ก่อให้เกิดเนื้องอก และตับล้มเหลว หรือเป็นมะเร็ง

การปล่อยของเสียลงแม่น้ำ ในผงซักฟอกมีตัวการสำคัญที่เรียกว่า “ฟอสเฟต” เป็นองค์ประกอบเพราะเป็นสารที่มีคุณสมบัติ ในการลดความกระด้างของน้ำ ซึ่งเจ้า “ฟอสเฟต” นี้เองที่เป็นสารอาหารของสาหร่ายและพืชชั้นต่ำอื่น ๆ เมื่อ “ฟอสเฟต” จากสารซักฟอกพวกนี้ ถูกชะล้างลงไปตามท่อลงไปสะสมในแม่น้ำลำคลอง “ฟอสเฟต” จะช่วยทำให้สาหร่ายและพืชชั้นต่ำเติบโตและเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ซึ่งสาหร่ายเหล่านี้มีสีแตกต่างกันไป ทำให้เรามองเห็นสีของน้ำเปลี่ยนแปลงไป ตามสีของสาหร่ายแต่ละชนิดที่เติบโตอยู่ในแหล่งน้ำนั้นๆ

๒.ผลกระทบจากการระบาดของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน

สารพิษจากการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (toxic cyanobacterial bloom) เป็นปัญหาในแหล่งน้ำจืดและน้ำกร่อยของหลายประเทศทั่วโลก ทำให้ฝูงปศุสัตว์ กลุ่มสัตว์อพยพ รวมทั้งสัตว์น้ำตายเป็นจำนวนมาก เมื่อบริโภคน้ำที่มีการปนเปื้อนสารพิษ ยังมีผลต่อสุขภาพร่างกายของมนุษย์ โดยแบ่งพิษต่อสิ่งมีชีวิตเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีผลต่อระบบประสาท (neurotoxic) ได้แก่สาหร่าย anabenaflos-aquaeและ Aphanizomenon flow-aquaeสำหรับอีกกลุ่มมีผลต่อตับ (hepato-toxin) ได้แก่สาหร่าย Nodularinspumigenaและ Microcystisaeruginosa ผลิตสารพิษชื่อ nodularin (NODLN) และ microcystins (MCYSTs) ตามลำดับ แต่ไมโครซิสตินเป็นสารพิษที่เป็นปัญหามากที่สุดพบได้ทั่วโลก มีผลต่อเซลตับและเป็นสารก่อมะเร็ง (carcinogens) โดยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์โปรตีนฟอสฟาเตส (protein phosphatase: PP) โดยเฉพาะ PP1 และ PP2A ยังมีผลต่อการควบคุมเมตาโบลิซึมต่างๆ ของคาร์โบไฮเดรต การแบ่งเซลล์ และการยืดหดของกล้ามเนื้อ ทั้งยังทำให้เซลล์ตับของหนูตาย

สารพิษที่พบในสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินคือ ไมโครซิสติส (microcystins) เป็นสารพิษที่มีผลต่อตับ เข้าสู่ทางเดินอาหารและไปที่ตับ ตับจะทำหน้าที่กรองและกำจัดสารพิษ แต่ไมโครซิสตินทำให้ตับเหี่ยว ฝ่อ ลีบ ถ้ามีมากตับก็จะฉีก ทำให้เป็นตับอักเสบ ถ้าได้รับปริมาณมากๆ ก็อันตราย แต่ก็มีฤทธิ์สะสมในร่างกาย ส่งเสริมการเกิดเนื้องอก/มะเร็ง แต่ไม่ใช่สารพิษในการก่อมะเร็ง เป็นตัวช่วยส่งเสริมให้เนื้องอกเป็นมะเร็งเร็วขึ้น ถ้าสะสมนานๆ ออกฤทธิ์ทั้งสะสมและเฉียบพลัน ถ้าความเข้มข้นของสารพิษในน้ำ 1 ไมโครกรัม/1 ลิตร ถ้าคนกินน้ำไป 2 ลิตร(น้ำหนัก 60 กก.) คือ ตับอักเสบเฉียบพลัน สารพิษชนิดนี้สามารถสะสมได้ในน้ำ สระน้ำ ปลา กุ้ง หอย แม้แต่พืชน้ำบางชนิดที่อยู่ในน้ำในแหล่งน้ำที่มีสาหร่ายชนิดนี้อยู่ จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ สวล. (สมอง ตับ จะสะสมสารพิษเหล่านี้ในปลา ในผิวหนังปลาก็มี)

ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของไมโครซิสติน ได้แก่ แหล่งน้ำที่มีลมสงบหรือลมพัดอ่อน อุณหภูมิ 15-30 องศา ความเป็นกรดด่าง 6-9 ปริมาณไนเตรทและฟอสเฟตสูง ส่วนใหญ่ได้มาจากการปล่อยน้ำทิ้งจากบ้านและโรงงานอุตสาหกรรม การชะล้างปุ๋ยจากภาคเกษตรกรรม การทิ้งของเสียลงแหล่งน้ำโดยไม่มีการบำบัด ล้วนมีผลทำให้ปริมาณสารอาหารในแหล่งน้ำเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับภูมิอากาศที่ร้อนเหมาะต่อการเจริญของสาหร่าย จึงทำให้สาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียมมีการเจริญมีการเจริญเติบโตดี ปี 39-40 สาหร่ายที่ผลิตสารพิษที่เกิดปัญหาส่วนใหญ่คือ สาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวสายพันธ์ไมโครซิสติน แหล่งน้ำจืดที่มีสภาพเหมาะสม เช่น เขื่อนลำตะคอง นครราชสีมา เขื่อนแก่งกระจาน เพชรบุรี เป็นต้น ยกเว้นเขื่อนแม่กวง เชียงใหม่ สาหร่ายที่เจริญเป็นสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวลำดับ (order) Pleurocapsalesการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและผลิตสารพิษไมโครซิสติน ปริมาณ 0.28-0.81 มิลลิกรัมต่อกรัม (น้ำหนักเซลแห้ง) หรือโดยเฉลี่ย 0.62 มิลลิกรัมต่อกรัม (น้ำหนักเซลแห้ง) ซึ่งปริมาณที่องค์การอนามัยโลก (WHO)กำหนดค่าความปลอดภัยในน้ำดื่มให้มีได้ไม่เกิน 1 ไมโครกรัมต่อลิตร และจำนวนเซลล์ของสาหร่ายได้ไม่เกิน 20,000 เซลล์ต่อมิลลิลิตร จะเห็นได้ว่าปริมาณที่พบสูงเกิน อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน เป็นเหตุให้วิตกว่าสารพิษจะเข้าสู่ขบวนการผลิตน้ำประปา จึงควรป้องกันและกำจัดสารพิษให้น้อยลงหรือหมดไป

๓. วิธีการควบคุมและกำจัดสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน

๓.๑ การควบคุมทางวิทยาศาสตร์ วิธีการควบคุมและกำจัดมีหลายวิธี เช่น

– การจับตัวกัน (flocculation) การควบคุมค่าความเป็นกรด-ด่าง การควบคุมอุณหภูมิหรือการย่อยสลายโดยใช้แสงอาทิตย์ (Photolysis)

– การใช้โอโซน (Ozonization) สามารถลดได้ถึงร้อยละ 100 แต่เงินลงทุนสูง

– วิธีที่นิยมใช้กันหลายประเทศรวมทั้งไทย คือ การใช้ตัวดูดซับ (Adsorption) โดยใช้ถ่านกัมมันต์ (activated carbon) เป็นตัวดูดซับ ใช้ทั้งชนิดผง (powder) และชนิดเม็ด (granular) พบว่าสามารถลดไมโครซิสตินได้มากกว่าร้อยละ 90 แต่วิธีการใช้ยุ่งยาก และใช้เวลานาน

๓.๒ การควบคุมทางสังคม วิธีการควบคุมและกำจัดมีหลายวิธี เช่น

– ไม่ควรปล่อยน้ำเสียจากการซักล้างลงแหล่งน้ำให้มากกว่าเดิม เพราะสารฟอสเฟตในผงซักฟอกเป็นสารชนิดหนึ่งที่เป็นธาตุอาหารของสาหร่าย

– ลดหรือหยุดการปล่อยน้ำทิ้ง/น้ำเสียลงกว๊านพะเยา,ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรและกำจัดมูลสัตว์ในพื้นที่โดยรอบ

– การสร้างแนวกำแพงที่เป็นมิตร(Buffer zone) บริเวณกว๊านพะเยา ช่วยดูดซับสารอาหารของสาหร่ายเพื่อลดสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต

– การทำให้น้ำขุ่นน้อยลง (ดินตะกอนที่อยู่ในน้ำมีความสามารถในการเกาะติดเซลล์สาหร่ายได้ดี) เพราะฉะนั้นถ้านำดินตะกอนออกจะทำให้เซลล์สาหร่ายออกไปพร้อมกับดินตะกอน คือความโชคดีของธรรมชาติออกแบบให้ปัญหาบำบัดด้วยธรรมชาติ