รับสร้างบ้าน จังหวัดอุดร ที่ดิน เรื่องสำคัญต้องใส่ใจ เตรียมอย่างไรก่อนสร้างบ้าน

รับสร้างบ้าน จังหวัดอุดร ที่ดิน เรื่องสำคัญต้องใส่ใจ เตรียมอย่างไรก่อนสร้างบ้าน ก่อนการสร้างบ้านใหม่ เราจะต้องเตรียมที่ดินสำหรับพื้นที่ก่อสร้างให้เรียบร้อย โดยคำนึงปัจจัยต่างๆ ดังนี้

1. ถ้ามีบ้านเก่าต้องรื้อ ให้รื้อถอนออกจนถึงชั้นฐานราก คงไว้แต่เสาเข็มซึ่งรื้อถอนได้ยาก โดยทีมออกแบบจะกำหนดเสาเข็มใหม่เลี่ยงตำแหน่งเดิมเอง

2. ถ้าต้องการย้ายตำแหน่งสาธารณูปโภค เช่น เสาไฟฟ้า มิเตอร์ประปา ท่อประปา ฯลฯ ที่กีดขวางพื้นที่ก่อสร้าง ควรดำเนินการให้เสร็จเรียบร้อยก่อนการสร้างบ้าน

3. ถ้าพื้นที่ดินอยู่ระดับต่ำกว่าถนน ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาน้ำท่วม ควรถมดินยกระดับให้สูงกว่าระดับท่อระบายน้ำสาธารณะ

4. ถ้าสร้างบ้านทับบ่อหรือบึง ควรถมทิ้งไว้แต่เนิ่น ๆ เพราะจะเกิดโอกาสทรุดตัวมากกว่าดินที่ถมบนพื้นปกติ

การถมดิน มีหลักพิจารณาคือ
1. ประวัติน้ำท่วม พิจารณาจากระดับสูงสุดที่น้ำเคยท่วมถึง
2. เช็คระดับน้ำในท่อระบายน้ำสาธารณะ โดยติดต่อหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบ และถมดินให้สูงกว่าระดับดังกล่าวเพื่อให้น้ำในบ้านระบายออกได้
3. ระดับดินแวดล้อม โดยทั่วไปมักถมสูงกว่าถนนหน้าบ้านประมาณ 50 – 80 ซม. โดยให้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงเพื่อนบ้าน
4. ไม่ควรถมดินสูงเกินไป เนื่องจาก
– พื้นลาดที่เชื่อมต่อระหว่างที่ดินของบ้านกับถนนสาธารณะ จะมีความลาดชันมาก
– เกิดปัญหาน้ำไหลท่วมเข้าบ้านของเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน
– มีค่าใช้จ่ายสูง
– ดินถมที่ระดับสูงกว่า 80 – 100 ซม. อาจเกิดแรงดันจนรั้วเสียหายได้ (หากจำเป็นต้องทำควรปรึกษาวิศวกร)
5. กรณีต้องการให้ระดับพื้นบ้านชั้นล่างอยู่สูงมาก อาจใช้วิธียกใต้ถุนสูงแทนการถมดิน ซึ่งจะได้พื้นที่ใช้งานเพิ่มด้วย
6. การถมยกระดับดินที่ไม่สูงมาก อาจสร้างบ้านให้ได้พื้นในระดับที่ต้องการ พร้อมทำครีบกันดินให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงค่อยถมดินในภายหลัง วิธีนี้ช่วยให้ประหยัดดิน โดยสามารถนำดินที่ได้จากการเจาะเสาเข็มมาใช้ถมได้ด้วยเช่นกัน

วิธีถมดิน
ทำได้ 2 วิธี วิธีแรกคือ การถมแบบบดอัด โดยการเทดินและใช้รถบดดิน บดอัดทีละชั้น (ชั้นละ 30-50 ซม.) จนกระทั่งได้ระดับที่ต้องการ วิธีนี้จะทำให้ดินอัดแน่น ไม่ทรุดตัวง่าย ส่วนอีกวิธีหนึ่งคือ การถมแบบไม่อัด เป็นการถมดินให้ได้ระดับความสูงที่ต้องการ แล้วบดอัดหน้าผิวดินเพียงรอบเดียว หากถมดินสูงตั้งแต่ 1 ม.ขึ้นไปไม่ควรใช้วิธีนี้เพราะจะมีโอกาสทรุดตัวมากในอนาคต ทั้งนี้ช่วงเวลาที่ควรถมดินคือ หน้าแล้ง (ธ.ค.-พ.ค.) เพราะทำงานสะดวก ได้ดินที่แน่นตัวและมีคุณภาพสูง หากถมดินในหน้าฝน ดินที่จะถมอาจจะไหลออก เกิดความสูญเสียในปริมาณมาก

ดินที่ใช้ถมที่
ไม่ควรใช้ดินผสมเศษอิฐเศษหินซึ่งแม้จะมีราคาถูก แต่อาจทำให้เสาเข็มหนีศูนย์ หรือแตกหักเสียหายได้ ควรเลือกใช้ดินธรรมชาติในการถม ได้แก่
1. ดินลูกรัง มีสีออกน้ำตาลหรือแดง มีลักษณะค่อนข้างแข็งโดยเฉพาะเมื่อเป็นดินแห้ง สามารถบดอัดให้แน่นแข็งได้ดี เหมาะแก่การถมเพื่อทำผิวถนนคอนกรีต ไม่เหมาะสำหรับปลูกต้นไม้
2. ดินเหนียว เป็นดินเนื้อละเอียด มีคุณสมบัติทึบน้ำ อุ้มน้ำได้ดี นิยมใช้ถมดินในเขตกรุงเทพและปริมณฑล เพราะหาได้ง่าย ราคาไม่สูงมากนัก สามารถใช้ปลูกต้นไม้ได้บางชนิด
3. ดินทราย ประกอบด้วยทรายประมาณร้อยละ 70 ขึ้นไป ไม่อุ้มน้ำ ง่ายต่อการกัดกร่อน เมื่อนำมาถมจำเป็นต้องบดอัดอย่างดี และมีการป้องกันดินไหล เพื่อไม่ให้ดินทรุดตัวและไหลไปบริเวณข้างเคียง ดินทรายมีราคาถูก เหมาะสำหรับถมดินในโครงการจัดสรรต่าง ๆ
4. หน้าดิน คือดินที่อยู่บริเวณผิวดินด้านบน ระดับ 0.00-0.50 เมตร หรืออาจลึกกว่าเล็กน้อย เนื้อดินสีดำ มีแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับพืชพรรณและต้นไม้สูง แต่มีราคาสูงกว่าดินประเภทอื่นพอสมควร

ทำอย่างไรกับต้นไม้เดิม
ต้นไม้สร้างความร่มรื่นมีชีวิตชีวา ทั้งยังช่วยกรองมลพิษต่างๆ ให้กับบ้าน วิธีการเลือกเก็บหรือกำจัดต้นไม้เพื่อเตรียมพื้นที่สร้างบ้านนั้น ในเบื้องต้นอาจเริ่มด้วยการถางหญ้า วัชพืช ให้เรียบร้อย ตัดต้นไม้ล้มลุกหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็กที่ไม่ต้องการทิ้ง สำหรับต้นไม้ใหญ่อายุ 10 ปี ขึ้นไป ควรพิจารณาให้ดีว่าจำเป็นต้องตัดจริงๆ หรือไม่ อาจใช้วิธีหลบเลี่ยงหรือออกแบบให้ต้นไม้เป็นส่วนหนึ่งของผังบ้าน ทั้งนี้ควรระมัดระวังเรื่องแรงสั่นสะเทือน รวมถึงน้ำปูนและเศษวัสดุจากการก่อสร้าง ที่อาจจะไปทำอันตรายต้นไม้ได้
กรณีเป็นต้นไม้ที่มีรากแผ่กว้างและชอนไช เช่น ต้นไทร ต้นก้ามปู ต้นโพธิ์ ฯลฯ ควรจัดวางผังบ้านเลี่ยงให้ได้มากที่สุด เพราะรากของต้นไม้เหล่านี้อาจชอนไชจนทำให้บ้านแตกร้าว และกิ่งไม้ขนาดใหญ่อาจหล่นทับหลังคาเสียหายได้ หากไม่มีทางเลือกควรพิจารณาตัดทิ้ง หรือล้อมไปปลูกในบริเวณอื่นแทน